• Namtso Lake
    Attractions

    ทะเลสาบนามูโช่ (Namtso Lake)

    นามูโช่ ในภาษาทิเบตนั้นหมายถึง “ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์”  ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 30 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ ระหว่างมณฑล Damxung และ Bange  ห่างจากเมืองลาซาไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 200 กม. บริเวณโดยรอบถูกปกคลุมไปด้วยเกลือ ซึ่งมีพื้นที่รวมกว่า 1,900 ตารางกิโลเมตร จึงถูกเรียกในอีกชื่อว่า “ทะเลสาบเกลือ” เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่ใหญ่เป็นอันดับสองของจีน มีระดับความสูงถึง 4,718 เมตร ซึ่งเป็นระดับความสูงที่สุดในโลก จุดที่ลึกที่สุดมี่ความลึกถึง 33 เมตรขึ้นไป น้ำของทะเลสาบที่นี่สะอาดและมีความใสมาก  ด้วยความที่อยู่สูง ทำให้น้ำแข็งที่เกิดจากการตกของหิมะ แตกตัวกระจัดกระจาย เกิดเป็นความงามตามธรรมชาติขึ้นมา และยังได้รับขนานนามว่า “ทะเลสาบแห่งสวรรค์” พื้นที่ตรงนี้จะเต็มไปด้วยสัตว์นานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น วัวป่าขนยาว แพะภูเขา กระต่ายป่า และสัตว์ป่าอื่น ๆ รวมไปถึงนกชนิดต่างๆ อีกมากมาย บางวันก็จะมีปลากระโดดขึ้นมาเหนือน้ำให้เห็น หรือได้ยินเสียงเพลงจากคนในหมู่บ้านละแวกใกล้เคียง สถานที่โดยรอบที่น่าไปเยือนเมื่อมาถึงทะเลสาบนามูโช่ คือ… หินต้อนรับแห่งนามูโช่ หินประกบฝ่ามือ ถ้ำดีเลว รูปวาดผนังหินโบราณ ทะเลสาบนามูโช่ ถือเป็น 1 ใน 3 ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ของทิเบต  รอบๆทะเลสาบจะมีกอง “มาเนอะ” ก้อนหินทรงต่างๆที่ชาวทิเบตชอบนำมาซ้อนกันเพื่อบูชาเทพเจ้า มีคำกล่าวไว้ว่า ถ้าคนใดได้มาทำพิธีกรรมเพียงครั้งเดียวในปีมะเมีย เขาจะมีความสุขอย่างมากไปตลอดปี ดังนั้นในแต่ละปีจะมีชาวทิเบต พระสงฆ์หรือชาวพุทธหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก กิจกรรมนี้จะดำเนินไปเป็นเวลาหลายเดือน จนถึงวันที่ 15 เมษายนในปีมะเมียของทิเบต การเดินทางมาที่นี้ไม่มีรถสาธารณะบริการ ต้องเหมารถเช่า 4WD จากลาซาไป หรือ ซื้อตั๋วรถ 1 ที่นั่งได้จากบริษัททัวร์ทุกแห่งในเมืองลาซา ค่าใช้จ่ายต่อคนตกราว 180-200 หยวน

  • ทางรถไฟสายชิงไห่ – ทิเบต
    Attractions

    ทางรถไฟสายชิงไห่ – ทิเบต

    ประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่คุณควรไปสัมผัส กับการเดินทางด้วยรถไฟระยะไกล  1,142 กิโลเมตร จากเมืองซีหนิง เมืองเอกของมณฑลชิงไห่ ไปสู่ปลายทางที่เมืองลาซา จุดหมายยอดนิยมของผู้ไปเยือนทิเบตดินแดนแห่งศรัทธา ตลอดการเดินทางใช้เวลาราว 26 ชั่วโมง 23 นาที  คุณจะได้สัมผัสกับทัศนียภาพที่หลากหลาย เทือกเขาที่ทอดตัวเรียงราย   บางช่วงเป็นเทือกเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะอย่างยอดเขาหิมะยู่จู ได้เห็นทุ่งหญ้าเชียงถังที่กว้างใหญ่   ทะเลสาบซิงไห่ ทะเลสาบน้ำเค็มขนาดใหญ่  รวมทั้งทะเลสาบน้ำจืดที่สูงที่สุดของโลก  อย่างทะเลสาบชว่อน่า ทั้งได้ลอดอุโมงค์คุนลุ้นอุโมงค์ที่ยาวที่สุดในโลก สักครั้งในการเดินทางไปทิเบต หากเลือกเดินทางไปอย่างช้าๆ เพื่อเก็บความประทับใจไม่รู้ลืมมันช่างคุ้มค่าเหลือเกิน… จะมีสักกี่ครั้งในชีวิตที่ได้เห็นฝูงสัตว์อันเป็นสัญลักษณ์ของดินแดนหลังคาโลก อย่าง จามรีป่า จิ้งจอกหิมะ  ละมั่งทิเบต กวางทิเบต ฝูงแกะจำนวนมาก ที่หากินอย่างเป็นอิสระ ใครสนใจที่จะท่องเที่ยวและเดินทางเข้าทิเบตด้วยเส้นทางและวิธีการนี้ ต้องบอกก่อนว่าคุณต้องเตรียมตัวอย่างดีเพราะการจองตั๋วโดยสารนั้นค่อนข้างต้องจองล่วงหน้าพอสมควร และนอกเหนือจากวีซ่าเข้าประเทศจีน  ต้องมี  Tiber Travel Permit (TTP) หรือใบอนุญาตท่องเที่ยวและเข้าสู่ทิเบต  จึงจะสามารถโดยสารทางรถไฟสายชิงไห่ – ทิเบต เพื่อเข้าสู่ลาซาได้ ส่วนค่าใช้จ่ายถือว่าสมเหตุผลและคุ้มค่ามากเพราะ ชั้นโดยสารที่ดีที่สุดคือ… Soft Sleeper  ราคาอยู่ที่ราว 810 หยวน คิดเป็นเงินไทยราว 4,050 บาท แลกกับการได้โดยสารรถไฟที่มีเครื่องอำนวยความสะดวกไม่ต่างจากเครื่องบินระดับ Business Class อีกหนึ่งคำแนะนำขอให้เตรียมสภาพร่างกายให้พร้อม โดยทั่วไปคุณควรรับประทานยาที่ช่วยให้ร่างกายพร้อมต่ออากาศหนาวเย็น ประมาณออกซิเจนที่ลดต่ำ และยาที่ช่วยให้คลายกังวลเมื่อต้องขึ้นไปอยู่บนที่สูง  

  • Jokhang Temple
    Attractions

    วัดโจคัง (Jokhang Monastery)

    ชาวจีนเรียกว่า “ต้าเจ้าซื่อ” (Dazhao Si) ตั้งอยู่ห่างจากพระราชวังโปตาลาราว 1 กิโลเมตร เป็นวัดที่ถือว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวทิเบตและเป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในเขตปกครองตนเองทิเบต มีจุดเด่นในการนำเอาศิลปะ ของ 4 ชาติมาผสมกันคือ ทิเบต จีน เนปาลและแคชเมียร์ ครั้งหนึ่งในฐานะนักท่องเที่ยวคุณต้องไปเยือนสถานที่แห่งนี้ไม่เช่นนั้นคงเหมือนมาไม่ถึงทิเบต วัดโจคัง สร้างขึ้นในปี ค.ศ.647 โดยพระเจ้าซงเซน กัมโป เพื่อประดิษฐาน พระพุทธรูปพระอักโษภยพุทธะ (Akshobhya) เป็นรูปเหมือนพระพุทธเจ้า เมื่อมีพระชนมายุได้ 8 ชันษา ที่ เจ้าหญิงภกุฎเทวี ทรงอัญเชิญมาจากประเทศเนปาล ต่อมา ในคริสต์ศวรรษที่ 8  เจ้าหญิงจินเฉิง (Jincheng Gongzu) เดินทางมาอภิเษกสมรสกับ พระเจ้าซื่อเต่อจู่จั้น-กษัตริย์ของทิเบต ได้สลับเอา พระพุทธรูปโจโว ริมโปเช (Jovo Rimpoche) หรือ รูปเหมือนพระพุทธเจ้าเมื่อมีพระชนมายุได้ 12 ชันษา ที่ เจ้าหญิงเหวินเฉิง อัญเชิญจากนครฉางอาน ราชธานีแห่งราชวงศ์ถังมาสู่ดินแดนทิเบตซึ่งเดิมประดิษฐานอยู่ ณ วัดราโมช (Ramoche Monastery) หรือ เสี่ยวเจาซื่อ (Xiaozhao Si) มาไว้ที่มหาวิหารวัดโจคัง แล้วย้ายพระพุทธรูปอักโษภยพุทธะไปไว้ที่วัดราโมชแทน พระพุทธรูปโจโว ริมโปเช สีทองอร่าม ทรงเครื่องกษัตริย์ ประดับด้วยเพชรพลอยอัญมณีล้ำค่า สูง 1.5 เมตร เป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงสุดของชาวทิเบต ต่างหมายมุ่งเดินทางขอได้มากราบอัษฎางคประดิษฐ์ รอบพระวิหารวัดโจคัง และสักการะโจโว ริมโปเช ที่มีอายุมานานกว่า 1,400 ปี ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต ภายในวิหารอันขรึมขลังศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ยังประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตรย (หรือพระซัมบา) พระรูปของ ท่านปัทมสัมภาวะ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสหัสหัตถ์ (พระเซ็นเรซี หรือพระกวนอิมโพธิสัตว์) อีกด้วย ภายนอกด้านหน้าวิหารมี แผ่นศิลาจารึก การเจรจาสันติภาพระหว่าง ทิเบต กับ จีน ในปี ค.ศ.821-822 สมัยพระเจ้าตรีซุกเตเซ็น จารึกเป็นภาษาทิเบตและภาษาจีน รวมถึงยังมี ก๊อกน้ำ ที่ชาวทิเบตเชื่อถือว่า เป็นสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลขึ้นมาจากหนองน้ำในอดีต

  • พระราชวังฤดูร้อนนอร์บุหลิงฆา
    Attractions

    พระราชวังฤดูร้อนนอร์บุหลิงฆา

    พระราชวังโปตาลาถือเป็นแลนมาร์คของทิเบต และเมืองลาซา เป็นสถานที่ที่นักมีท่องเที่ยวเดินทางมามากที่สุดของทิเบต หากแต่เมื่อมาเยือนโปตาลา ก็ควรไปเยือนนอร์บุหลิงฆา ด้วย เพราะพระราชวังที่สวยงามและมีประวัติศาสตร์ยาวนานในทิเบตถือเป็นพระราชวังที่สร้างมาคู่กันคือ โปตาลา(Potala Palace) เป็นพระราชวังฤดูหนาว และ นอร์บุหลิงฆา (Norbulinkha Palace) เป็นพระราชวังฤดูร้อน พระราชวังนอร์บุหลิงฆา หรือ หลัวปู้หลินข่า ตั้งอยู่ชานเมืองด้านตะวันตกของกรุงลาซา มีเนื้อที่โดยรวม 360,000 ตารางกิโลเมตร ความหมายเดิมของชื่อ นอร์บุ หลิงฆา แปลว่า “สวนอัญมณี” (Precious Stone Garden) สร้างขึ้นในช่วงหลังศตวรรษที่ 18 (ค.ศ. 1750) โดยดาไลลามะ ลำดับที่ 7 จุดประสงค์ในการสร้างก็เพื่อเป็นที่พักผ่อนในยามชรา และท่านได้อาบน้ำแร่ที่นี้ทำให้อาการป่วยของท่านได้ทุเลาลง พระราชวังแห่งนี้มี 370 ห้อง ภายในมีทั้งห้องพระ ห้องนอน ห้องพักผ่อน และกลายเป็นที่สถานที่ทรงงานรวมทั้งพบปะคณะสงฆ์และฆราวาสของทะไลลามะองค์ต่อๆ มาในช่วงหน้าร้อน ภายในมีสิ่งก่อสร้างสำคัญเช่น พลับพลาร่มเย็น หอที่เป็นจุดเด่นที่สำคัญคือ “คังซงซือหลุน” สร้างโดยทะไลลามะองค์ที่ 8 ยังมี “ชวีหยัน” เป็นที่แสดงธรรม “หวงหลงเมี่ยว” หรือ ศาลพญามังกร ทะไลลามะองค์ที่ 13 ได้สร้างตำหนักเพิ่มเติมทางด้านทิศตะวันตกชื่อ “จินเซ่อหลินข่า” และหอสามชั้นชื่อ “จินเซ่อพอจัง” พร้อมทั้งเพิ่มเติมจำนวนไม้ดอกและต้นไม้ใหญ่ ทะไลลามะองค์ที่ 14 ที่ใช้ เงินส่วนตัวสร้าง “ซินกง” แปลว่า วังใหม่ทางด้านทิศเหนือและอาศัยอยู่ 2 ปี ก่อนลี้ภัยไปอินเดีย ความสวยงามและความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ทำให้ได้รับการรับรองเป็นมรดกโลก และปัจจุบันได้เปิดเป็นสวนสาธารณะเพื่อเป็นที่พักผ่อนของประชาชนและนักท่องเที่ยว